กลยุทธ์ราคา

จาก MBA Wiki
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

เนื้อหา

การตั้งราคา 4 แบบ

1. Demand-orient Approach (มุ่งความต้องการ) ตั้งราคาตามประโยชน์ที่ลูกค้าคาดหวัง
2. Cost-orient Approach (มุ่งต้นทุน) ตั้งราคาโดยใช้ต้นทุน บวกกำไร นิยมใช้ในธุรกิจซื้อมาขายไป
3. Profit-orient Approach (มุ่งกำไร) ตั้งราคาตามกำไรเป้าหมายที่ต้องการ
4. Competition orient Approach ตั้งราคาตามคู่แข่ง โดยใช้ราคาคู่แข่งเป็นเกณฑ์ แล้วตัดสินใจว่าจะตั้งราคา สูงกว่า ต่ำกว่า หรือเท่ากับคู่แข่ง

Demand-orient Approach (มุ่งความต้องการ)

  • Skimming Pricing การราคาสูง เป็นการตั้งราคาให้สูงไว้ก่อน เพื่อขายสินค้าที่มีลักษณะเด่น ให้กับลูกค้าที่มีกำลังซื้อ
  • Penetration Pricing ราคาเจาะตลาด เป็นการตั้งราคาให้ต่ำ เพื่อเพิ่มยอดขายและครองส่วนแบ่งตลาด
  • Prestige Pricing การตั้งราคาผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง เป็นการตั้งราคาให้สูงโดยไม่ลดราคาเพื่อรักษาชื่อเสียงของผลิตภัณฑ์
  • Odd-Even Pricing การตั้งราคาเลขคี่หรือเลขคู่ เป็นการตั้งราคาให้ลงท้ายด้วย 9 เช่น 599 เพื่อ ให้รู้สึกว่ามีราคาต่ำกว่าความเป็นจริง
  • Target Pricing การตั้งราคาเป้าหมาย เป็นการตั้งราคาตามกำลักซื้อของผู้บริโภค แล้วปรับส่วนผสมให้อยู่ในระดับที่สามารถผลิตขายได้
  • Bundle Pricing การตั้งราคาควบ เป็นการนำสินค้า 2 รายการมาบรรจุด้วยกันแล้วขายคู่กัน เป็นการลดต้นทุนทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
  • Yield management pricing การตั้งราคาแบบจัดการผลกำไร เป็นการตั้งราคาที่แตกต่างกันเพื่อให้มีรายได้สูงสุด นิยมใช้ในธุรกิจสายการบิน หรือโรงแรม

Cost-orient Approach (มุ่งต้นทุน)

  • Standard Markup Pricing นิยมใช้ในธุรกิจตัวแทนจำหน่าย โดยผู้ผลิตกำหนด % ที่เป็นกำไรให้กับผู้จัดจำหน่าย
  • Cost-Plus Pricing นิยมใช้ในธุรกิจก่อสร้าง โดยคิดต้นทุนบวกกำไรที่ต้องการ

Profit-orient Approach (มุ่งกำไร)

  • Target Orient Pricing
  • Target Return-on-sale Pricing
  • Target Return-on-Investment Pricing

Competition orient Approach(มุ่งแข่งขัน)

  • Customary Pricing
  • Above or Below-Market Pricing
  • Loss-Leader Pricing
เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
เครื่องมือเพิ่ม