บทที่ 10 บทบาทของเงินในระบบเศรษฐกิจระดับมหภาค

จาก MBA Wiki
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

เนื้อหา

อุปสงค์และอุปทานของเงิน(Demand for and Supply of Money)

อุปสงค์ต่อเงินตรา

อุปสงค์ต่อเงินตรา (Demand for Money) คือจำนวนสินทรัพย์ หรือความมั่งคั่งทั้งหมด ที่ทุกคนในระบบเรษฐกิจต้องการถือในรูปของเงินตรา

เหตุแห่งความต้องการถือเงิน

ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของ J.M. Keynes ได้แบ่งความต้องการถือเงินออกเป็น3 ประเภทตามเหตุที่ก่อให้เกิดความต้องการดังนี้

  1. ความต้องการถือเงินเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (The Transaction Motive)
  2. ความต้องการถือเงินเพื่อเหตุฉุกเฉิน (The Preauctionary Motive)
  3. ความต้องการถือเงินเพื่อเก็งกำไร (The Speculative Motive) ความต้องการถือเงินประเภทนี้จะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ย

อุปทานของเงิน

อุปทานของเงิน (Supply of Money) อุปทานของเงิน คือ จำนวนเงินทั้งหมดที่ใช้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ

ดุลยภาพในตลาดเงิน

ดุลยภาพในตลาดเงิน จะถูกกำหนด ณ จุดที่

อุปสงค์ของเงิน = อุปทานของเงิน

กลไกการเชื่อมโยงผลกระทบ(The Transmission Mechanism)

กลไกการเชื่อมโยงผลกระทบนี้ หมายถึง การเชื่อมโยงผลกระทบจากภาคการเงินไปสู่ภาคการผลิตที่แท้จริง คือ ภาคการผลิต ภาคแรงงาน และภาคต่างประเทศ ซึ่งจะประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ 4 ขั้นตอนคือ

  1. การเปลี่ยนแปลงของ ดุลยภาพในตลาดการเงิน จะส่งผลกระทบต่อ อัตราดอกเบี้ย (r)
  2. การเปลี่ยนแปลงของ อัตราดอกเบี้ย จะส่งปลกระทบต่อ ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (I) และการบริโภค (C)
  3. การเปลี่ยนแปลงของ ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (I) และการบริโภค (C) จะส่งผลกระทบต่อ ระดับอุปสงค์รวม(AE) รายได้ประชาชาติ และการจ้างงาน
  4. การเปลี่ยนแปลงในภาคการเงินจะส่งผลกระทบต่อ อัตราแลกเปลี่ยน และการนำเข้า ส่งออก และย้อนกลับไปสู่ รายได้ประชาชาติ และการจ้างงาน

การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย

เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานของเงิน ดังนั้น ระดับของอัตราดอกเบี้ยย่อมเปลี่ยนแปลงเมื่ออุปสงค์ของเงินหรืออุปทานของเงินเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

อ่านเพิ่ม ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเส้น IS และ LM

การเปลี่ยนแปลงของรายจ่ายรวมอันเนื่องมาจากผลกระทบของอัตราดอกเบี้ย

ผลกระทบชั้นที่สองของ Transmission Mechanism คือการเชื่อมโยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยต่อการลงทุน และการบริโภค โดยความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนกับอัตราดอกเบี้ยจะผกผันกัน การลงทุนจะลดลงเมื่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ความสัมพันธ์นี้เขียนแทนได้ด้วยเส้น MEI (Marginal Efficiency of Invesment) นอกจากนี้ การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ยังทำให้การใช้จ่ายลดลง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อ AE ในที่สุด

ผลกระทบที่มีต่อการใช้จ่ายรวม (AE)และอุุปสงค์รวม (AD)

เนื่องจาก AE = C + I + G + X - IM เมื่อ I และ C มีการเปลี่ยนแปลง ก็จะส่งผลกระทบให้ AE เปลี่ยนแปลง และเป็นตัวการสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอุปสงค์รวม Fwk-rittenmacro-fig13 016.jpg

การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน

ในกรณีที่ประเทศเป็นระบบเศรษฐกิจเปิด และมีสัดส่วนของการนำเข้าส่งออกเป็นสัดส่วนสูงในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติและระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัว การอธิบายการเชื่อมโยงผลกระทบจากภาคการเงินสู่ภาคเศรษฐกิจจริง สามารถอธิบายโดยเริ่มต้นสมมติว่ามีการเพิ่มปริมาณเงิน (Money Supply)

  • เมื่อมีการเพิ่มปริมาณเงิน (Money Supply) จะส่งผลให้อุปสงค์ของสินค้าและบริการต่างประเทศเพิ่มขึ้น (ต้องการนำเข้ามากขึ้น)
  • ปริมาณเงินของประเทศนี้ในมุมมองของตลาดต่างประเทศจะมากขึ้น
  • ราคาเงินตราของประเทศนี้จะมีราคาลดลง (Deprecation)
  • การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้านำเข้าและส่งออก
  • สินค้านำเข้าจะมีราคาสูงขึ้น ทำให้ปริมาณความต้องการนำเข้าลดลง
  • สินค้าส่งออกจะมีราคาต่ำลง ทำให้ปริมาณความต้องการส่งออกสูงขึ้น
  • เมื่อความต้องการส่งออกสูงขึ้น AE จะเพิ่มขึ้น และรายได้ประชาชาติดุลยภาพเพิ่มขึ้น
  • การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้านำเข้า จะทำให้เกิด Switching Effect ทำให้คนหันมาใช้สินค้าในประเทศเพิ่มขึ้น
  • คนหันมาใช้สินค้าในประเทศเพิ่มขึ้นทำให้เกิดการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคภายในมากขึ้น (C เพิ่ม) ซึ่งทำให้ AE เพิ่มขึ้นด้วย

อุปสงค์รวม ระดับราคา และรายได้ประชาชาติ

อ่านเพิ่ม การเปลี่ยนแปลงของรายได้ประชาชาติเมื่ออุปทานรวม(SRAS) เปลี่ยนแปลง

นโยบายการเงิน (Monetary Policy)

นโยบายทางการเงินเป็นนโยบายทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่ดำเนินไปเพื่อให้มีผลกระทบต่อตัวแปรทางการเงิน (Monetary Instrument) และเป้าหมายชั้นกลาง (Intermediate Target) เพื่อให้ส่งผลกระทบอีกทอดหนึ่งไปยังตัวแปรอื่นๆ เพื่อกระทบต่อตัวอื่นๆที่เป็นเป้าหมายขั้นสุดท้าย (Ultimate Target)

เครื่องมือนโยบายทางการเงิน

เป็นเครื่องมือที่เจ้าหน้าที่ทางการเงิน (ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย) ใช้ในการควบคุมเศรฐกิจ

การควบคุมทางปริมาณโดยทั่วไป

เป็นการควบคุมระดับสินเชื่อและปริมาณเงิน จึงมีผลกระทบโดยตรงต่ออัตราดอกเบี้ยและปริมาณสินเชื่อในระบบเศรษฐกิจ

  • การซื้อขายหลักทรัพย์ (Open market Operation) เพื่อควบคุมปริมาณเงินสดสำรองของธนาคารพานิชย์
  • อัตรารับซื้อช่วงลด (Rediscount Rate) หมายถึง ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารกลางคิดเอากับธนาคารพานิชย์ เมื่อธนาคารพานิชย์นำเอกสารทางการเงินที่ธนาคารพานิชย์รับซื้อลดไว้ (Discounting) ไปขายลดต่อให้กับธนาคารพานิชย์อีกทอดหนึ่ง
  • อัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน (Bank Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารกลางคิดเอากับธนาคารพานิชย์ โดยปกติเป็นการกู้ยืมโดยมีหลักทรัพย์รัฐบาลค้ำประกัน
  • อัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาย (Legal Reserve Requiment) ธนาคารกลางสามารถใช้วิธีเพิ่มหรือลดอัตราเงินสดสำรองตามกฎหมาบเป็นเครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่งในการควบคุมปริมาณเงินและสินเชื่อ

การควบคุมสินเชื่อทางคุณภาพหรือการควบคุมเฉพาะด้าน

การควบคุมสินเชื่อทางคุณภาพ เป็นมาตรการที่ธนาคารกลางใช้จำกัดสินเชื่อบางชนิดเท่านั้น ไม่สามารถจำกัดสินเชื่อทั่วไปได้เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง

  • การควบคุมสินเชื่อเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์
  • การควบคุมสินเชื่อเพื่อการบริโภค
  • สินเชื่อเพื่อการซื้อบ้านและที่ดิน

การใช้มาตรการทางศีลธรรม

เป็นการชักชวนให้ธนาคารพานิชย์ปฏิบัติในเรื่องที่ขอร้อง เช่น ขอร้องให้ละเว้นจากการให้กู้ยืมธุรกิจเก็งกำไร โดยที่ธนาคารกลางสามารถใช้วิธีนี้ได้เพราะธนาคารกลางมีเครื่องมืออื่นที่พร้อมจะนำมาใช้บังคับได้หากไม่ปฏิบัติตาม และธนาคารพานิชย์ต้องพึ่งเครื่องมือทางการเงินและบริการต่างๆอย่างมาก

นโยบายการคลัง (Fiscal Policy)

นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) เป็นนโยบายเศรษฐกิจประเภทหนึ่งที่ดำเนินผ่านตัวแปรทางการคลังที่สำคัญอันได้แก่ รายรับของรัฐบาล(Government Revenue) รายจ่ายของรัฐบาล(Government Expenditure) เพื่อส่งผลไปยังเป้าหมายขั้นสุดท้าย

  • รายจ่ายของรัฐบาล (Government Expenditure : G)
  • รายจ่ายเพื่อซื้อสินค้าบริการ และการลงทุน
  • รายจ่ายประเภทเงินโอน
  • รายได้ของรัฐจากภาษี (Tax Revenue)
  • รายได้จากภาษีสุทธิ (Net Revenue : T)
  • งบประมาณของรัฐบาล (Government Budget)
  • งบประมาณสมดุล
  • งบประมาณขาดดุล
  • งบประมาณเกินดุล
  • การออมของรัฐบาล (Public Saving)

อาจารย์ผู้บรรยาย

  • รองศาสตราจารย์คิม ไชยแสนสุข
  • รองศาสตราจารย์สุกัญญา ตันธนวัฒน์

สารบัญ

หน้าแรก เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ

เศรษฐศาสตร์มหภาค

เศรษฐศาสตร์จุลภาค

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
เครื่องมือเพิ่ม