บทที่ 13 โครงสร้างของเงินทุนและการใช้ Leverage

จาก MBA Wiki
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

เนื้อหา

โครงสร้างของเงินทุน

โครงสร้างของเงินทุน คือการผสมผสานระหว่างหนี้สิน หุ้นบุริมสิทธิ์ และหุ้นสามัญที่กิจการกำหนดเป้าหมายไว้เพื่อจัดหาเงินทุนในอนาคต โครงสร้างของเงินทุนที่เหมาะสม จะต้องทำให้ราคาหุ้นสูงสุด และมีต้นทุนของเงินทุนต่ำสุด โดยการแลกเปลี่ยนชดเชยระหว่าง ผลกำไร (ROE และ EPS) ที่สูงขึ้นพร้อมกับความเสี่ยง (risk) ที่สูงขึ้นด้วย

ปัจจัยที่มีผลต่อโครงสร้างของเงินทุน

  1. ความเสี่ยงทางธุรกิจ หากมีความเสี่ยงสูง ควรจะมีหนี้สินน้อย
  2. ภาษีของธุรกิจ หากมีภาษีมาก ควรใช้หนี้สินมาก เพื่อเอาดอกเบี้ยมาลดภาษี
  3. ความยืดหยุ่นในการจัดหาเงินทุน หากมีแผนจะกู้เงินในอนาคต ควรให้มีหนี้สินน้อย
  4. แนวคิดของผู้บริหาร หากเป็นพวกกล้าได้กล้าเสีย ก็จะใช้สัดส่วนของหนี้สินมาก

ธุรกิจและความเสี่ยงทางการเงิน

  1. ความเสี่ยงทางธุรกิจ
  2. ต้นทุนในการดำเนินงาน (Operational Leverage)
  3. ความเสี่ยงทางการเงิน

ความเสี่ยงทางธุรกิจ

คิอความไม่แน่นอนของ ROE หรือ ROIC

กรณีที่ไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ์

ROIC = NOPAT/สินทรัพย์

กรณีที่ไม่มีหนี้สิน

ROE=ROIC

ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความเสี่ยงทางธุรกิจ

  1. ความผันผวนของยอดขาย
  2. ความผันผวนของราคาขาย
  3. ความผันผวนของราคาปัจจัยการผลิต
  4. ความสามารถในการปรับราคาขายสินค้า เมื่อราคาปัจจัยเปลี่ยนแปลง
  5. ความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
  6. ความเสี่ยงจากการค้าขายกับต่างประเทศ
  7. ต้นทุนคงที่ของกิจการ

Operational Leverage

Operational Leverage คือ ต้นทุนคงที่ซึ่งเกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ หมายความว่า เป็นต้นที่ต้องเกิดขึ้น แม้ว่าจะขายสินค้าได้น้อยก็ตาม ทำให้กำไรจากการดำเนินงานและผลตอบแทนส่วนของผู้เป็นเจ้าของลดลง

Operating Breakeven

Operating Breakeven (จุดคุ้มทุน) หมายถึง ปริมาณ Output ที่ทำให้ ROE=0 หรือ EBIT=0 มีสูตรคำนวณคือ

EBIT = PQ - VQ - F = 0

ย้ายข้างสมการ

QBE = F(P-V)

Q=จำนวนสินค้า P=ราคา V=ต้นทุนผันแปร F=ต้นทุนคงที่

ความเสี่ยงทางการเงิน

ความเสี่ยงทางการเงิน คือ ความเสี่ยงของผู้ถือหุ้นสามัญ ที่เพิ่มขึ้นจากความเสี่ยงทางธุรกิจ เนื่องจากการจัดหาเงินทุนที่มีค่าใช้จ่ายประจำ ได้แก่ หนี้สิน และ หุ้นบุริมสิทธิ์

หากมีหนี้สินมากขึ้น EPS จะสูงขึ้นถึงจุดๆหนึ่ง และกลับลดลง แต่ ความเสี่ยง จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ (Slide 13-30)

การกำหนดโครงสร้างของเงินทุนที่เหมาะสม

โครงสร้างของเงินทุนที่เหมาะสม โครงสร้างเงินทุนที่ทำให้ราคาหุ้นสามัญสูงสุด

WACC และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินทุน

  • ผู้บริหารจะเลือกโครงสร้างเงินทุนที่ทำให้ ราคาหุ้นสามัญสูงสุด
  • แต่โครงสร้างเงินทุนที่ทำให้ราคาหุ้นสามัญสูงสุด WACC จะต่ำสุด
  • ผู้บริหารจึงพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงของ WACC เพื่อเป็นแนวทางตัดสินใจเรื่องโครงสร้างเงินทุน

WACC = Wd(kd)(1-T) + wc(ks) (ไม่มีหุ้นบุริมสิทธิ์)

WACC = (D/A)(kd)(1-T) + (E/A)(ks)

D/A = debt ratio E/A = equity ratio D/A + E/A = 1.0

สมการ Hamada

bL = bu[1+(1-T)(D/E)]

สมการ Hamada อธิบายว่า หากมีส่วนของหนี้สินเพิ่มขึ้น จะทำให้มีดอกเบี้ยจ่าย(kd)มากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น ดังนั้นต้นทุนในส่วนของผู้เป็นเจ้าของ(ks) ก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย และเมื่อธุรกิจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ค่าเบต้า (beta) ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

การคำนวณราคาหุ้นสามัญสูงสุดและ WACC ต่ำสุด

มี 5 ขั้นตอนคือ
1. ใช้สมการ Hamada คำนวณ b เมื่อใช้หนี้สินระดับต่างๆ

bL = bu[1+(1-T)(D/E)]

2. นำค่าเบต้า (b) ที่ได้มาคำนวณ อัตราผลตอบแทน ที่ผู้ถือหุ้นสามัญต้องการ(ks) จากสมการ CAPM

ks=kRF+(kM-kRF)bi

3. นำค่า ks ที่คำนวณได้มาคำนวณราคาหุ้นสามัญ (P0)

P0=D1/(kS-g)

4. คำนวณ WACC

WACC = Wd(kd)(1-T) + wc(ks)
WACC = (D/A)(kd)(1-T) + (E/A)(ks)

5. เปรียบเทียบและตัดสินใจ

ตัวอย่างบริษัท Bigbee

(1)
D/A
(2)
D/E
(3)
(A-T)kd
(4)
E(EPS)=E(DPS)
(5)
Estimated beta
(6)
ks
(7)
Estimated P0
(9)
WACC
0% 0.00% 0% 2.40 1.50 12.0% 20 12.00%
10% 11.11 4.8 2.56 1.60 12.4 20.65 11.64
20 25.0 5.0 2.75 1.73 12.9 21.33 11.32
30 42.86 5.4 2.97 1.89 13.5 21.90 11.10
40 66.67 6.0 3.20 2.10 14.4 22.22 11.04
50 100.00 7.2 3.36 2.40 15.6 21.54 11.40
60 150.00 9.0 3.30 2.85 17.4 18.97 12.36

อธิบาย

  • คอลัมน์ (1) D/A - เป็นอัตราส่วนของหนี้สิน ที่เราจะพิจารณา
  • คอลัมน์ (2) D/E - คำนวณจากสูตร (D/E = D/A/(1-D/A))
  • คอลัมน์ (3) (A-T)kd - After tax Kd ดอกเบี้ยจ่ายหลังหักภาษี เป็นค่าที่ให้มาในตาราง
  • คอลัมน์ (4) E(EPS)=E(DPS) - กำไรสุทธิบริษัทจ่ายเงินปันผลทั้งหมด (EPS=DPS) เป็นค่าที่ตารางให้มา
  • คอลัมน์ (5) Estimated beta(b) - คำนวณจาก สมการ Hamada โดยใช้ bu จากค่า b ระดับที่ D/A=0%
  • คอลัมน์ (6) ks - นำค่า b ที่ได้จาก (5) มาคำนวณ อัตราผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นสามัญต้องการด้วยสูตร CAPM
  • คอลัมน์ (7) P0 - นำค่า ks มาคำนวณราคาหุ้นสามัญ
  • คอลัมน์ (9) WACC - คำนวณหา WACC

สรุป โครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมคือ ราคาหุ้นสามัญสูงสุด และ WACC ต่ำสุดที่ D/A=40%

ทฤษฎีโครงสร้างเงินทุน

ทฤษฎีโครงสร้างเงินทุนของ M&M

M&M ได้เสนอทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนข้อสมมติ 6 ประการ เพื่ออธิบายว่าโครงสร้างเงินทุนไม่มีผลกระทบต่อกิจการจึงใช้เงินทุนจากแหล่งใดก็ได้ แม้ว่าข้อสมมติบางอย่างจะไม่มีทางเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติได้ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการศึกษาทฤษฎีที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติขึ้น

ข้อสมมติ 6 ประการของ M&M

  1. ไม่มีค่านายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์
  2. ไม่มีค่าภาษี
  3. ไม่มีค้นทุนล้มละลาย
  4. ผู้ลงทุนสามารถกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยเท่ากับกิจการ
  5. ผู้ลงทุนมีข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในอนาคต
  6. การใช้หนี้สินไม่มีผลกระทบต่อ EBIT

ผลของภาษี

เมื่อเราพิจารณาโดยยกเว้นข้อสมมติที่ 2 ไม่มีภาษี

เมื่อกิจการมีภาษี กิจการก็ควรจัดหาเงินทุนจากหนี้สิน 100% เพื่อเอาดอกเบี้ยมาประหยัดภาษี

ผลของตุ้นทุนล้มละลาย

เป็นการยกเว้นข้อสมมติข้อ 3 เพราะในทางปฏิบัติ ถ้ากิจการมีหนี้สินสูง ต้นทุนล้มละลายจะสูงขึ้นด้วย

ทฤษฎีแลกเปลี่ยนชดเชย

จากข้อยกเว้นทั้ง 2 ข้อในทฤษฎี M&M ทำให้เกิด ทฤษฎีแลกเปลี่ยนชดเชย(Trade-Off Theory) ซึ่งกล่าวว่าโครงสร้างของเงินทุน ควรมีทั้งหนี้สิน และส่วนของเจ้าของ ผสมกันในอัตราส่วนที่เหมาะสม จึงจะทำให้ราคาหุ้นสูงสุด ทฤษฎีนี้ยังมีปัญหาสำคัญ คือ สมมติว่าผู้ลงทุนมีข้อมูลข่าวสารเช่นเดียวกับผู้บริหาร

ทฤษฎีสัญญาณ (Signaling Theory)

เป็นทฤษฎีที่กล่าวว่า ผู้บริหารย่อมมีข้อมูลข่าวสารมากกว่าผู้ลงทุน การตัดสินใจเรื่องโครงสร้างเงินทุนจึงเป็นสัญญาณ(Signals) ให้ผู้ลงทุนรู้ว่าผู้บริหารมีความเห็นอย่างไร

กรณีที่ผู้บริหารคาดว่ากิจการจะดี จะเลือกใช้โครงสร้างที่มีอัตราหนี้สินสูง เพื่อไม่ต้องจ่ายผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นรายใหม่

กรณีที่ผู้บริหารคาดว่ากิจการจะขาดทุน จะเลือกใช้วิธีการเพิ่มหุ้นสามัญเพื่อดึงผู้ลงทุนรายใหม่เข้ามาร่วมรับผลขาดทุน

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
เครื่องมือเพิ่ม