บทที่ 2 การวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทาน

จาก MBA Wiki
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

เนื้อหา

อุปสงค์ (Demand)

อุปสงค์ (Demand) หมายถึงความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการชนิดใดชนิดหนึ่งของผู้บริโภค ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง โดยมีอำนาจซื้อหรือมีความสามารถในการตอบสนองความต้องการนั้นๆ

ประเภทของอุปสงค์

เราสามารถแบ่งประเภทของอุปสงค์ต่างๆได้ดังนี้

  1. อุปสงค์ที่เกิดขึ้นจริง (Effective Demand) หมายถึงความต้องการซื้อสินค้าที่เกิดขึ้นจริงๆ เนื่องมาจกปัจจัยต่อไปนี้คือ 1. ความเต็มใจที่จะซื้อ 2. ความสามารรที่จะซื้อ 3. สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
  2. อุปสงค์ศักยภาพ (Potential Deman) คือความต้องการซื้อสินค้าที่เป็นไปตามความสามารถในการซื้อ
  3. อุปสงค์ทางตรง (Direct Demand) หมายถึงความต้องการซื้อสินค้าขั้นสุดท้ายของผู้บริโภค
  4. อุปสงค์สืบเนื่อง (Derived Demand) หมายถึงความต้องการซื้อสินค้าไปใช้เป็นปัจจัยการผลิต
  5. อุปสงค์ส่วนบุคคล(Individual Demand) เป็นความต้องการซื้อสินค้าของผู้บริโภคแต่ละคน
  6. อุปสงค์ของตลาด (Market Demand) เป็นความต้องากรซื้อสินค้าชนิดใดชนิหนึ่งของตลาดรวมกัน
  7. อุปสงค์ที่มีต่อหน่วยธุรกิจ (Firm Demand) เป็นความต้องการซื้อสินค้าในตลาด ที่ผลิตโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ปัจจัยที่กำหนดอุปสงค์

อุปสงค์ที่ผู้บริโภคมีต่อสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง จะถูกกำหนดโดยปัจจัยต่างๆได้แก่

  • ราคาสินค้า
  • ราคาสินค้าชนิดอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
  • รสนิยม
  • รายได้
  • จำนวนประชากร
  • การโฆษณาประชาสัมพันธ์
  • อื่นๆ

ฟังก์ชั่นอุปสงค์

ฟังก์ชั่นอุปสงค์ หมายถึง สมการที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์ กับปัจจัยต่างๆ

DA=f(PA,PB,T,Y,Pop,Ad)

สมการข้างต้นแสดงความสัมพันธ์ว่า อุปสงค์ของสินค้า A จะขึ้นอยู่กับ ราคาสินค้า A (PA) , ราคาสินค้า B (PB), รสนิยม (T) , รายได้ (Y) , จำนวนประชากร (Pop) และ การโฆษณา (Ad)

ในการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบจากตัวแปรแต่ละตัว เราจะใช้วิธีวิเคราะห์เฉพาะส่วน (Partial Analysis) โดยให้ความสนใจกับ 3 เรื่องคือ

1. อุปสงค์ต่อราคา - ความสัมพันธ์ของความต้องการซื้อกับราคาสินค้าชนิดนั้น

DA = f(PA)

2. อุปสงค์ต่อรายได้ - ความสัมพันธ์ของความต้องการซื้อกับรายได้ของผู้บริโภค

DA = f(Y)

3. อุปสงค์ไขว้ - ความสัมพันธ์ของความต้องการซื้อกับราคาสินค้าชนิดอื่นที่เกี่ยวข้อง

DA = f(PB)

กฎของอุปสงค์ (Law of Demand)

กฎของอุปสงค์ (Law of Demand) หมายถึงกฎที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างราคาสินค้ากับความต้องการซื้อสินค้านั้น ซึ่งกฎนี้กล่าวไว้ว่า ราคาและปริมาณความต้องการซื้อจะมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม คือ เมื่อราคาสูงขึ้น ปริมาณความต้องการซื้อจะลดลง และในทางตรงกันข้าม หากราคาต่ำลง ปริมาณความต้องการซื้อจะสูงขึ้น

เส้นอุปสงค์

เส้นอุปสงค์ คือกราฟที่แสดงความสัมพันธ์ของราคาสินค้าและความต้องการซื้อ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งโดยกำหนดให้สิ่งอื่นๆคงที่

Law of demand.gif

จากกราฟจะเห็นว่า เมื่อราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น ปริมาณความต้องการซื้อจะลดลง

ปัจจัยที่ทำให้เส้นอุปสงค์เปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากราคา จะมีผลทำให้เส้นอุปสงค์เปลี่ยนแปลงไปทั้งเส้น ซึ่งเราเรียกว่า Demand Shift

Demand shift.jpg

วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เส้นอุปสงค์เปลี่ยนแปลง

  • ราคาสินค้าชนิดอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
  • สินค้าทดแทนกัน เมื่อราคาของสินค้า B เพิ่มขึ้น จะทำให้อุปสงค์ของสินค้า B ลดลง ผู้บริโภคจึงมีความต้องการสินค้า A เพิ่มขึ้นเพื่อใช้ทดแทนกัน
PB↑ =>  QB↓ => QA↑
PB↓ =>  QB↑ => QA
  • สินค้าที่ต้องใช้ประกอบกัน เมื่อราคาสินค้า B เพิ่มขึ้น จะทำให้อุปสงค์ของสินค้า B ลดลง ผู้บริโภคจึงมีความต้องการสินค้า A ลดลง เพราะต้องใช้ประกอบกัน
PB↑ =>  QB↓ => QA↑
PB↓ =>  QB↑ => QA
  • รสนิยม การเปลี่ยนแปลงรสนิยม ส่งผลต่อความต้องการซื้อสินค้า เม่อสินค้าใดได้รับความนิยม ความต้องการซื้อสินค้าก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย
TB↑ =>  QA↑
TB↓ =>  QA
  • รายได้ การเปลี่ยนแปลงรายได้ จะมีผลต่ออุปสงค์ได้ 2 ทิศทาง ขึ้นอยู่กับชนิดของสินค้า
  • สินค้าปกติ เมื่อรายได้เพิ่มจะทำให้อุปสงค์เพิ่ม
Y↑ =>  QA↑
Y↓ =>  QA
  • สินค้าด้อยคุณภาพ เมื่อรายได้เพิ่มจะทำให้อุปสงค์ลดลง เพราะผู้บริโภคหันไปนิยมสินค้าที่มีคุณภาพเมื่อรายได้สูงขึ้น
Y↑ =>  QA↓
Y↓ =>  QA
  • จำนวนประชากร เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นจะทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นด้วย
Pop↑ =>  QA↑
Pop↓ =>  QA
  • การโฆษณาประชาสัมพันธ์ เมื่อผู้ผลิตหรอผู้ขายมีการโฆษณาสินค้าเพิ่มขึ้น จะทำให้อุปสงค์เพิ่มขึ้นด้วย
Ad↑ =>  QA↑
Ad↓ =>  QA

อุปสงค์รายได้

อุปสงค์ต่อรายได้ (Income demand) หมายถึง ปริมาณความต้องการซื้อ ณ ระดับรายได้หนึ่งๆ โดยกำหนดให้ตัวแปรอื่นๆคงที่

QA = f(Y)
  • สินค้าปกติ (Normal Goods) เมื่อกำหนดให้ตัวแปรอื่นๆคงที่ ความต้องการซื้อสินค้าปกติจะเพิ่มขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น
  • สินค้าด้อยคุณภาพ (Inferior Goods) เมื่อกำหนดให้ตัวแปรอื่นๆคงที่ ความต้องการซื้อสินค้าด้อยคุณภาพจะเพิ่มขึ้นเมื่อระดับรายได้ลดลง

อุปสงค์ไขว้

อุปสงค์ไขว้(Cross demand) หมายถึง ปริมาณความต้องการซื้อ ณ ระดับราคาของสินค้าอีกชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกัน โดยกำหนดให้ตัวแปรอื่นๆคงที่

QA = f(PB)
  • สินค้าที่ใช้ประกอบกัน เมื่อราคาของสินค้า B เพิ่มขึ้น จะทำให้ความต้องการสินค้า B ลดลง ทำความต้องการให้สินค้า A ลดลงตามไปด้วย เพราะต้องใช้ประกอบกัน
  • สินค้าที่ใช้ทดแทนกัน เมื่อราคาของสินค้า B เพิ่มขึ้น จะทำให้ความต้องการสินค้า B ลดลง ทำให้ความต้องการสินค้า A เพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคสามารถใช้ทดแทนได้

อุปทาน (Supply)

อุปทาน (Supply) หมายถึง ปริมาณความต้องการขายสินค้า ณ ระดับราคาใดราคาหนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยกำหนดให้ตัวแปรอื่นๆคงที่

ปัจจัยที่กำหนดอุปทาน

อุปทานจะถูกกำหนดโดยปัจจัยต่างๆดังนี้

  • ราคาสินค้าชนิดนั้น (PA)
  • ราคาปัจจัยการผลิต (PB)
  • ต้นทุนการผลิต (C)
  • เทคโนโลยี (T)
  • ปัจจัยอื่นๆเช่น ธรรมชาติ (W)

ฟังก์ชั่นอุปทาน

ฟังก์ชั่นอุปทาน หมายถึง สมการที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของความต้องการเสนอขายสินค้ากับปัจจัยต่างๆ

SA = f(PA,PB,C,T,W)

ถ้ากำหนดให้ตัวแปรอื่นๆนอกจากราคาสินค้าคงที่ เราจะได้สมการใหม่คือ

SA = f(PA)

กฎของอุปทาน

กฎของอุปทาน กล่าวว่า ปริมาณความต้องการขายสินค้าและราคาสินค้ามีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน หากราคาขายสูงขึ้น ปริมาณความต้องการขายก็จะเพิ่มสูงขึ้น หากราคาขายลดลง ปริมาณความต้องการขายก็จะลดลงไปด้วย

เส้นอุปทาน

Demand supply supply1.gif

การเปลี่ยนแปลงเส้นอุปทาน

การเปลี่ยนแปลงเส้นอุปทาน หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยอื่นที่ทำให้เส้นอุปทานเคลื่อนไปทั้งเส้น

  • เทคโนโลยีการผลิต ถ้ามีการค้นพบเทคโนโลยีการผลตแบบใหม่ที่สามารถทำให้ผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นโดยใช้ทรัพยากรเท่าเดิม ก็จะทำให้อุปทานของสินค้านั้นเพิ่มสูงขึ้น
T↑ => S↑
  • ราคาปัจจัยการผลิต ถ้าราคาปัจจัยการผลิตสูงขึ้น ก็จะมีผลทำให้ความสามารถในการผลิตสินค้านั้นลดลง ทำให้อุปทานลดลง
PF↑ => S↑
PF↓ => S↓
  • ต้นทุนการผลิต หากต้นทุการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ก็จะมีผลทำให้ความสามารถในการผลิตสินค้านั้นลดลง ทำให้อุปทานลดลง (หมายเหตุ: ทุน หมายถึง ที่ดิน เครื่องจักร แรงงาน)
C↑ => S↑
C↓ => S↓
  • สภาพดินฟ้าอากาศ หากปีใดสภาพดินฟ้าอากาศเอื้ออำนวยก็จะทำให้อุปทานสินค้าเกษตรในปีนั้นมีมาก
W↑ => S↑
W↓ => S↓

ภาวะดุลยภาพของอุปสงค์และอุปทาน

จากการศึกษาเรื่องอุปสงค์ และอุปทาน เราจะพบว่า ผู้ซื้อและผู้ขาย มีความต้องการที่สวนทางกันในเรื่องของราคา หากสินค้ามีราคาสูง ผู้ขายก็จะมีปริมาณความต้องการขายมาก หากสินค้ามีราคาต่ำ ผู้ซื้อก็จะมีปริมาณความต้องการซื้อมาก ซึ่งเมื่อนำกราฟทั้งสองมารวมกัน จะเกิดจุดตัดของกราฟ ซึ่งเราเรียกว่า จุดดุลยภาพ ซึ่งเป็นระดับราคาที่ผู้ซื้อมีความต้องการซื้อเท่ากับปริมาณความต้องการขายของผู้ขายสินค้า ราคาและปริมาณที่จุดดุลยภาพเราเรียกว่า ราคาดุลยภาพ(Equilibrium price) และ ปริมาณดุลยภาพ (Equilibrium quantity) และเรียกสภาวะนี้ว่า ภาวะดุลยภาพ

Ep.gif

อุปทานส่วนเกิน

อุปทานส่วนเกิน (Excess supply) หรือ อุปสงค์ส่วนขาด (Demand Shortage) เกิดขึ้นเมื่อระดับราคาสินค้าสูงกว่าราคาดุลยภาพ ทำให้ความต้องการเสนอขายสินค้า มีมากกว่าความต้องการซื้อสินค้า ส่งผลให้สินค้าล้นตลาด ผู้ขายขายสินค้าไม่หมดและต้องเสียทรัพยากรในการเก็บรักษาสินค้า หรือปล่อยให้สินค้าเน่าเสีย ซึ่งแก้ไขได้โดยการยอมลดราคาสินค้าลงมาที่จุดดุลยภาพ

อุปสงค์ส่วนเกิน

อุปส่งค์ส่วนเกิน (Excess Demand) หรือ อุปทานส่วนขาด (Supply Shortage) เกิดขึ้นเมื่อระดับราคาสินค้าต่ำกว่าราคาดุลยภาพ ทำให้ความต้องการเสนอขายสินค้า มีน้อยกว่าความต้องการซื้อสินค้า ส่งผลให้สินค้าขาดตลาด ในกรณีนี้ผู้ขายสามารถเพิ่มราคาสินค้าเพื่อผลกำไรที่เพิ่มขึ้นได้

การเปลี่ยนแปลงภาวะดุลยภาพ

ภาวะดุลยภาพสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเส้นอุปสงค์ หรือเส้นอุปทานเปลี่ยนแปลงไปทั้งเส้น อันเกิดจากปัจจัยอื่นๆเปลี่ยนแปลง

การนำวิธีการวิเคราะห์ดุลยภาพไปประยุกต์ใช้ในกรณีต่างๆ

ในหัวข้อนี้จะศึกษาผลกระทบจากการใช้นโยบายของรัฐ ว่ามีผลต่ออุปสงค์ อุปทาน และภาวะดุลยภาพอย่างไร

นโยบายการกำหนดราคาขั้นต่ำ

นโยบายการกำหนดราคาขั้นต่ำ เป็นนโยบายที่ช่วยให้ผู้ผลิตขายสินค้าได้มากขึ้น เนื่องจากระดับราคาดุลยภาพจากกลำกตลาดเสรีต่ำเกินไป ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรม รัฐจึงต้องเข้าแทรกแซงเพื่อช่วยผู้ผลิต Lo.jpg

จากภาพหากปล่อยตามกลไกราคา ราคาดุลยภาพจะอยู่ที่ P3000 ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าต่ำเกินไป จึงประกันราคาขั้นต่ำไว้ที่ P3500 การดำเนินการนี้ส่งผลให้ผู้ซื้อมีความต้องการซือที่ Qa1 ในขณะที่ผู้ขายมีความต้องการขายที่ Qa3 รัฐบาลจึงต้องจัดการกับอุปทานส่วนเกินโดยการหาตลาดต่างประเทศ หรือรับซื้อไว้เอง เพื่อนำอุปทานส่วนเกินออกจากตลาด

นโยบายกำหนดราคาขั้นสูง

นโยบายกำหนดราคาขั้นสูง มักจะใช้ในกรณีของสินค้าที่ผู้บริโภคทุกระดับจำเป็นต้องซื้อ เช่น นมผงสำหรับทารก น้ำมันเบนซิน น้ำตาลทราย เป็นต้น

Images.jpg

จากรูป หากปล่อยไปตามกลไกตลาด สินค้าจะมีราคาอยู่ที่ P15 ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าสูงเกินไป จึงกำหนดราคาขั้นสูงไว้ที่ Pm10 ทำให้เกิดอุปสงค์ส่วนเกินขึ้นจำนวน H-F ผลที่ตามมาคือ

  1. จะเกิดการขายในลักษณะใครมาก่อนได้ก่อน เกิดการสูญเสียด้านเวลา ถ้าคิดเป็นตัวเงินราคาสินค้าที่ซื้ออาจสูงกว่าราคาที่รัฐบาลกำหนดก็ได้
  2. เกิดการลดคุณภาพหรือบริการหลังการขาย
  3. เกิดการลักลอบขายสินค้า ระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง โดยราคาซื้อขายจะสูงกว่าราคาที่รัฐบาลกำหนด

ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องดำเนินนโยบายอื่นควบคู่ไปด้วยเพื่อเพิ่มอุปทานของสินค้า

การเก็บภาษีสินค้า

การเก็บภาษีต่อหน่วยจากผู้ขาย

Tax seller.jpg

เมื่อรัฐบาลมีการเก็บภาษีจากผู้ขาย เส้นอุปทานจะเลื่อนขึ้นทั้งเส้นเป็นระยะทางเท่ากับเท่ากับภาษีที่เรียกเก็บ จากกราฟคือ S เลื่อนไปเป็น S1 ทำให้จุดดุลยภาพเปลี่ยนจากจุด E ไป E1 และราคาดุลยภาพเปลี่ยนจาก Pe ไปเป็น P1 ดังนั้น ผู้ซื้อจึงต้องรับภาระเท่ากับ P1-Pe ส่วนที่เหลือจึงตกอยู่กับผู้ขาย เท่ากับ Pe-P2

การเก็บภาษีต่อหน่วยจากผู้ซื้อ

Tax buyer.jpg

เมื่อรัฐบาลมีการเก็บภาษีจากผู้ซื้อ เส้นอุปสงค์จะเลื่อนลงทั้งเส้นเป็นระยะทางเท่ากับเท่ากับภาษีที่เรียกเก็บ จากกราฟคือ D เลื่อนไปเป็น D1 ทำให้จุดดุลยภาพเปลี่ยนจากจุด E ไป E1 และราคาดุลยภาพเปลี่ยนจาก Pe ไปเป็น P1 ซึ่งในจุดนี้ผู้ซื้อจำต้องจ่ายเงินเพื่อซท้อสินค้า เท่ากับ P2 แต่เป็นค่าให้กับผู้ขายเป็นเงิน P1 บาท และส่วนที่เหลือคือภาษี ดังนั้น ส่วนที่เป็นภาระกับผู้ซื้อ (ผู้ซื้อต้องจ่ายเพิ่มขึ้น) จึงเท่ากับ P2-Pe และผู้ขายรับภาระเท่ากับ Pe-P1

อาจารย์ผู้บรรยาย

  • รองศาสตราจารย์คิม ไชยแสนสุข
  • รองศาสตราจารย์สุกัญญา ตันธนวัฒน์

สารบัญ

หน้าแรก เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ

เศรษฐศาสตร์มหภาค

เศรษฐศาสตร์จุลภาค

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
เครื่องมือเพิ่ม