บทที่ 5 การวิเคราะห์การผลิต

จาก MBA Wiki
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น

บทนี้เป็นเรื่องของการวิเคราะห์การผลิต เน้นบรรยาย อธิบายกราฟ ไม่มีคำนวณ เป็นบทที่แนะนำให้รู้จักนิยามของคำต่างๆ เช่น การผลิตระยะสั้น การผลิตระยะยาว กฎการลดน้อยถอยลง
กราฟที่สำคัญ

  • ความสัมพันธ์ของ TP,AP,MP (หนังสือหน้า 93)
  • เส้นผลผลิตเท่ากัน (Iso quant Line)
  • เส้นต้นทุนเท่ากัน (Isocost line)
  • จุดผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
  • เส้นแนวทางการผลิต

เนื้อหา

ความหมายของการผลิต

การผลิต (Production) หมายถึงกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตที่ผ่านเข้าไปในกระบวนการผลิตออกมาเป็นผลผลิต

ปัจจัยการผลิต

ปัจจัยการผลิตแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ

  • ปัจจัยคงที่ (Fixed factors) หมายถึง ปัจจัยการผลิตที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เช่น ที่ดิน ทุน เป็นต้น
  • ปัจจัยผันแปร (Variable factors) หมายถึง ปัจจัยที่สามารถเปลี่ยนแปลงขนาดและจำนวนได้ตามต้องการ เช่น แรงงาน วัตถุดิบ เป็นต้น

ระยะเวลา

ระยะเวลาในการผลิตแบ่งได้เป็น 2 ระยะคือ

  • ระยะสั้น หมายถึง ระยะเวลาที่สั้นจนปัจจัยการผลิตบางอย่างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (มีปัจจัยคงที่)
  • ระยะยาว หมายถึง ระยะเวลาที่ยาวจนกระทั้งปัจจัยการผลิตทุกชนิดสามารถเปลี่ยนแปลงได้

ฟังก์ชั่นการผลิต

ฟังก์ชั่นการผลิต (Production function) หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการผลิตและผลผลิต

Q=f(X1,X2,X3,....Xn)

ผลผลิต

เราสามารถวัดผลผลิตออกมาได้ในลักษณะต่างๆดังนี้

  • ผลผลิตรวม (Total Product : TP) หมายถึงปริมาณผลผลิตทั้งหมดที่ได้จากการผลตนั้นๆ
  • ผลผลิตเฉลี่ย (Average Product : AP) หมายถึง ปริมาณผลผลิตเฉลี่ยต่อหน่วยของปัจจัยการผลิตผันแปร
  • ผลผลิตหน่วยสุดท้าย (Marginal Product : MP) หมายถึงปริมาณผลผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากการใช้ปัจจัยการผลิตเปลี่ยนแปลงไป 1 หน่วย
MPn = TPn - TPn-1
MPn = ผลผลิตหน่วยสุดท้ายจากการใช้ปัจจัยการผลิตผันแปรหน่วยที่ n
TPn = ผลผลิตทั้งหมดจากการใช้ปัจจัยการผลิต n หน่วย
TPn-1 = ผลผลิตทั้งหมดจากการใช้ปัจจัยการผลิต n-1 หน่วย

หรือคำนวณจากอัตราส่วนของปริมาณการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตทั้งหมดต่อปริมาณการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยผันแปร คือ

MP = ΔTP/ΔVF
ΔTP = ปริมาณการเปลี่ยนแปลงของผลผลิตทั้งหมด
ΔVF = ปริมาณการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยผันแปร

การผลิตในระยะสั้น

ในระยะสั้นผู้ปลิตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตได้ทุกชนิด จึงมีทั้งปัจจัยคงที่และปัจจัยผันแปร ถ้าเราให้ ทุก(K) และแรงงาน(L) คือปัจจัยการผลิต โดยให้ทุนคงที่ เราจะเขียนฟังก์ชันการผลิตได้ว่า

Q = f(L,K)
Q = f(L)

กฎการลดลงของผลได้

กฎการลดลงของผลได้(Law of diminishing returns) เมื่อมีการใช้ปัจจัยการผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งเพิ่มขึ้น ร่วมกับปัจจัยการผลิตอื่นที่มีจำนวนคงที่

  • ผลผลิตที่ได้รับเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิต(MP)ในระยะแรกจะมีค่าเพิ่มขึ้น
  • ต่อมาจะลดลง
  • และในที่สุดก็จะติดลบ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการผลิตและผลผลิตในระยะสั้นจะเป็นไปตามกฎการลดลงของผลได้

ความสัมพันธ์ของผลผลิตต่างๆ

Production.jpg

  • ความสัมพันธ์ระหว่าง TP และ MP ขณะที่ MP เพิ่มขึ้น TP จะเพิ่มขึ้นในอัตราเร่ง ทำให้เส้น TP มีความชันมาก และขณะที่ MP ลดลง TP จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง และเมื่อ MP มีค่าเท่ากับ 0 TP จะมีค่าสูงสุด ก่อนลดระดับลงมา
  • ความสัมพันธ์ระหว่าง AP กับ MP ขณะที่ MP สูงกว่า AP เส้น AP จะสูงขึ้น แต่ถ้า MP ต่ำกว่า AP เส้น AP จะลดลง จุดที่ AP ตัดกับ MP คือจุดที่ใช้ปัจจับผันแปรได้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ระยะของการผลิต

  • ระยะที่ 1 เป็นช่วงที่ MP สูงกว่า AP การเพิ่มปัจจัยการผลิตจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตต่อหน่วย เราจึงไม่ควรใช้ปัจจัยการผลิตต่ำกว่า N
  • ระยะที่ 2 เป็นช่วงที่ MP ต่ำกว่า AP แต่ MP ยังมีค่าเป็นบวก การเพิ่มปัจจัยการผลิตเข้าไปจะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตต่อหน่วยลดลง แต่ได้ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น
  • ระยะที่ 3 เป็นช่วงที่ MP เป็นลบ การเพิ่มปัจจัยการผลิเข้าไปจะทำให้ผลผลิตลดลง ดังนั้น ธุรกิจจะไม่เพิ่มปัจจัยการผลิตจนถึงระยะที่ 3

ดังนั้น ขั้นที่สองเป็นขั้นที่เป็นเหตุเป็นผลทางเศรษฐกิจมากที่สุด

Mfc2.gif

จากกราฟ

  • เส้นสีน้ำเงิน คือค่าใช้จ่ายต่อปัจจับการผลิต 1 หน่วย
  • เส้น VMP คือรายได้รวมของกิจการ ในแต่ละช่วงของการใช้ปัจจัยการผลิต
  • จุด E คือจุดที่มีผลกำไรสูงสุด ซึ่งใช้ปัจจัยการผลิต G หน่วย

การผลิตในระบยะยาว

ในระยะยาว ปัจจัยทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ (ไม่มีปัจจัยคงที่)

Q=f(v1,v2,v3,v4,...)

เพื่อให้ง่ายต่อการศศึกษา เราจะสมมติให้มีตัวแปรเพียง 2 ชนิดเท่านั้น คือ แรงงาน(L) และทุน(K)

เส้นผลผลิตเท่ากัน

เส้นผลผลิตเท่ากัน (Iso Product or Iso quant line) คือ เส้นที่แสดงส่วนผสมต่างๆ ของปัจจัยการผลิตตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป ที่ให้ผลผลิตจำนวนเดียวกัน

250px-Isoquant map.png

ในการผลิตสินค้า เราจะเลือกใช้ทรัพยากรในสัดส่วนที่สัมผัสกับเส้นผลผลิตเท่ากันพอดี เพื่อให้ใช้ทรัพยารให้น้อยที่สุด

ลักษณะของเส้นผลผลิตเท่ากัน

  1. เส้นผลผลิตเท่ากันจะเป็นเส้นต่อเนื่องลาดจากซ้ายลงมาขวา เพราะปัจจัยการผลิตทั้งสองชนิดสามารถใช้แทนกันได้
  2. เส้นผลผลิตเท่ากันจะไม่ตัดหรือสัมผัสกัน เพราะแต่ละเส้นแสดงถึงจำนวนผลผลิตที่แตกต่างกัน
  3. เส้นผลผลิตเท่ากันจะสามารถแสดงการวัดออกมาในรูปของหน่วยผลิตที่แน่นอนได้
  4. เส้นผลผลิตเท่ากันจะเป็นเส้นโค้งเว้าเข้าหาจุดกำเนิด เนื่องจากกฎการลดลงของอัตราสุดท้ายของการใช้แทนกันทางเทคนิคของปัจจัยการผลิต (marginal rate of technical substitution :MRTS)
MRTSLK =  ΔK/ΔL
ถ้าเพิ่มแรงงานไปเรื่อยๆ ทีละ 1 หน่วย ΔK จะลดลง ΔL จะคงที่ ทำให้ผลผลัพธ์ (MRTSLK) ลดลง

เส้นผลผลิตเท่ากันที่มีลักษณะพิเศษ

  • เส้นผลผลิตของปัจจัยที่ต้องใช้ประกอบกัน ทดแทนกันไม่ได้ จะมีลักษณะเป็นเส้นตั้งฉาก เพราะต้องใช้ปริมาณปัจจัยการผลิตทั้งสองอย่างประกอบกับจึงจะเกิดผลผลิตได้ เช่น ถ้ามีแรงงาน 5 คน แจต่มีรถแท็กซี่คันเดียว ผลผลิตก็จะเท่ากับใช้แรงงานเพียงคนเดียว

250px-Isoquant perfect compliments.png

  • เส้นผลผลิตของปัจจัยการผลิตที่ใช้ทดแทนกันได้โดยสมบูรณ์ จะมีลักษณะเป็นเส้นตรงลาดจากซ้ายลงมาขวา

250px-Isoquant perfectsubs.png

กฎผลได้ต่อขนาด

ผลได้ต่อขนาด (returns to scales) หมายถึงส่วนเปลี่ยนแปลงในผลผลิตเมื่อเพิ่มปัจจัยการผลิตทุกชนิดให้เปลี่ยนแปลงในสัดส่วนเดียวกัน (กรณีการผลิตระยะยาวเท่านั้น)

การเปลี่ยนแปลงผลได้ต่อขนาด มี 3 ลักษณะคือ

  • ผลได้ต่อขนาดเพิ่มขึ้น (increasing return to scales)
  • ผลได้ต่อขนาดลดลง (decreasing return to scales)
  • ผลได้ต่อขนาดคงที่ (constant return to scales)

การเพิ่มขึ้นของผลได้ต่อขนาด เป็นผลจากหลายๆปัจจัยคือ

  • ในขนาดการผลิตใหญ่ขึ้น รงงานจะเกิดความชำนาญในการทำงานเฉพาะอย่าง
  • ในการผลิตขนาดใหญ่ ย่อมเป็นการคุ้มทุนที่จะนำเครื่องจักรที่มีลักษณะพิเศษต้นทุนสูงมาใช้
  • ในกระบวนการผลิต เรามักจะพบว่ามีประสิทธภาพทางเทคนิคสูงกว่าการผลิตขนาดเล็ก

เส้นต้นทุนเท่ากัน

เส้นต้นทุนเท่ากัน(isocost line) คือเส้นที่แสดงส่วนประกอบต่างๆกันของปัจจัยการผลิตตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปที่ซื้อได้ด้วยเงินทุนจำนวนเดียวกัน

เราสามารถเขียนฟังก์ชั่นของเส้นต้นทุนเท่ากันได้ดังนี้

wL +  rK = C
หรือ K = C/r - WL/r

Fig22-4.gif

  • ภาพซ้าย หากเราเพิ่มต้นทุนการผลิตโดยที่ราคาของปัจจัยการผลิคคงที่ เส้นจะขยับไปทางขวาโดยมีความชันเท่าเดิม
  • ภาพขวา หากเราเปลี่ยนราคาปัจจัยการผลิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ความชันของกราฟจะเปลี่ยนไป

ส่วนผสมที่ดีที่สุด จากากรใช้ปัจจัยการผลิตสองชนิดผลิตสินค้า 1 ชนิด

ในการผลิตสินค้า เราจะเลือกอัตราส่วนผสมของปัจจัยการผลิคที่ดีที่สุด(least cost combination) ที่ทำให้ได้รับผลผลิตจำนวนมากที่สุด(optimum output combination) เพื่อผลิตสินค้าในจำนวนที่เราต้องการ ซึ่งจุดผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นจะอยู่ที่จุดสัมผัสของเส้น Iso Quant line และ เส้น Isocost line

Long Run Profit Maximization.jpg

เส้นแนวทางการผลิต

ในกรณีที่มีการเพิ่มเงินทุน โดยราคาปัจจัยการผลิตไม่เปลี่ยนแปลง จุดผลิตที่ดีที่สุดจะเปลี่ยนไปอยู่บน จุดสัมผัสของเส้นผลผลิตเท่ากัน และเส้นต้นทุนเท่ากัน เส้นใหม่ ซึ่งหากเราลากเส้นต่อระหว่างง จุดผลิตที่ดีที่สุด ในระดับเงินทุนต่างๆแล้ว เราจะเรียกเส้นนี้ว่า เส้นแนวทางการผลิต

A4352.gif

เส้นแนวทางการผลิตกรณีที่ปัจจัยการผลิตชนิดใดชนดหนึ่งมีจำนวนจำกัด

เมื่อปัจจัยการผลิตมีจำกัด เมื่อมีการใช้ปัจจัยอย่างหนึ่งจนหมดแล้ว ผู้ผลิตจะไม่สามารถขยายการผลิตไปตามแนวทางปกติได้ แต่ต้องผลิตโดยใช้ปัจจัยชนิดอื่นทดแทน ดังนั้น จุดที่ทำการผลิต จึงไม่ใช่จุดที่ดีที่สุด แต่เป็นจุดที่ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่เป็นอยู่เท่านั้น

เส้นแนวทางการผลิตเมื่อต้องใช้ปัจจัยชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ต่ำกว่าจำนวนใดจำนวนหนึ่ง

ในกรณีที่มีปัจจัยการผลิตบางชนิดที่ถูกกำหนดขั้นต่ำไว้ ผู้ผลิตต้องหาทางใช้ประโยชน์จากทรัพยากรนั้นให้ได้มากที่สุด โดยนำไปทดแทนทรัพยากรการผลิตชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะในระดับการผลิตต่ำๆ

อาจารย์ผู้บรรยาย

  • รองศาสตราจารย์คิม ไชยแสนสุข
  • รองศาสตราจารย์สุกัญญา ตันธนวัฒน์

สารบัญ

หน้าแรก เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ

เศรษฐศาสตร์มหภาค

เศรษฐศาสตร์จุลภาค

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
เครื่องมือเพิ่ม