บทที่ 8 โครงสร้างตลาด การกำหนดราคาและปริมาณการผลิตของผู้ผลิตในตลาดต่างๆ

จาก MBA Wiki
ข้ามไปที่: นำทาง, สืบค้น
บทนี้เป็นการบรรยายการวิเคราะห์โครงสร้างตลาดแบบต่างๆ และวิเคราะห์กำไรขาดทุนของบริษัทที่อยู่ในโครงสร้างตลาดแบบต่างๆ โดยใช้กราฟ
ส่วนสำคัญของบทนี้คือ จะต้องทำความเข้าใจกับความสัมพันธ์ของเส้น P,Q,D,MR,AR,MC,ATC,AVC,AFC ในโครงสร้างตลาดแบบต่างๆ

เนื้อหา

การวิเคราะห์โครงสร้างตลาด

การวิเคราะห์โครงสร้างตลาด ว่าเป็นโครงสร้างตลาดแบบใดนั้น จะวิเคราะห์จากปัจจัยที่ใช้เป็นเกณฑ์คือ

  1. จำนวนผู้ขายและจำนวนผู้ซื้อ
  2. ลักษณะของตัวสินค้า
  3. อุปสรรคในการเข้าถึงหรือออกจากอุตสาหกรรม
  4. การเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต
  5. ข้อมูลข่าวสาร

ตลาดแข่งขันสมบูรณ์

โครงสร้างตลาด

  1. มีผู้ซื้อผู้ขายจำนวนมาก (Many seller and Buyers) สินค้าของผู้ขายหรือผู้ซื้อแต่ละรายเป็นเพียงส่วนย่อยๆในตลาดเท่านั้น การเปลี่ยนแปลงปริมาณการผลิตหรือปริมาณการซื้อไม่มีผลต่ออุปสงค์หรืออุปทานรวมของตลาด
  2. สินค้าที่ซื้อขายมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ Homogeneous Product
  3. สามารถเข้าออกอุตสาหกรรมได้โดยเสรี (Free Entry or Exit)
  4. สามารถเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตได้โดยเสรี (Free mobility)
  5. ผู้ซื้อผู้ขายมีความรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์ต่างๆเป็นอย่างดี (Perfect Knowledge)

การกำหนดราคาขาย

ราคาขายในตลาดแข่งขันสมบูรณ์จะถูกกำหนดโดยอุปสงค์แลอุปทานของตลาด ผู้ผลิตแต่ละรายต่างยอมรับราคาตลาดและขายในราคาเท่ากับราคาตลาด Market and firm demand.png

การกำหนดปริมาณการผลิตและการขายของผู้ผลิตแต่ละราย

Illustrating profits.png จากกราฟ

  • เส้น P = MR = AR เนื่องจากปริมากณผลิตของหน่วยธุรกิจ ไม่มีผลกับราคา ดังนั้น รายรับจากผลผลตหน่วยสุดท้าย และ รายรับเฉลี่ยต่อหน่วย จึงเท่ากับราคาของตลาด
  • จุดที่ทำการผลิตคือจุดตัดของ MC กับ MR (MC=MR) เนื่องจากเป็นจุดที่ทำให้รายรับหน่วยสุดท้ายเท่ากับต้นทุนการผลิตหน่วยสุดท้าย (การผลิตมากกว่าระดับนี้ จะทำให้ขาดทุน)
  • บริษัทจะกำไรหรือขาดทุน ขึ้นอยู่ที่เส้น ATC ในจุดที่ทำการผลิต ว่ามีระดับต่ำกว่าหรือสูงกว่าราคา P
  • หาก ATC อยู่ต่ำกว่า P บริษัทจะได้รับกำไรส่วนเกิน
  • หาก ATC = P บริษัทจะได้รับเพียงกำไรปกติ
  • หาก ATC สูงกกว่า P บริษัทจะขาดทุน

เส้นอุปทานของผู้ผลิต

จากภาพในหัวข้อที่แล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า เส้น MC ในส่วนที่สูงกว่าจุดปิดกิจการ คือเส้นอุปทานของผู้ผลิต

ดุลยภาพในระยะยาว

ในระยะยาวปัจจัยการผลิตทุกอย่างจะเป็นปัจจัยผันแปร หากมีหน่วยธุรกิจใดได้กำไรส่วนเกิน จะมีหน่วยผลิตอื่นๆ เข้ามาสู่ตลาดทำให้อุปทานมีมากขึ้น ราคาก็จะตกลง และในทางตรงกันข้าม ถ้าต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาขาย ก็จะมีหน่วยผลิตที่ขาดทุนต้องออกจากตลาดไป ทำให้มีจำนวนธุรกิจน้อยลง ราคาก็จะขยับสูงขึ้น จุดดุลยภาพในระยะยาวจะอยู่ที่ต้นทุนต่อหน่วยผลิตระยะยาว (LAC) เท่ากับ ราคาต่อหน่วยของผลผลิต (P) ซึ่งจะทำให้ได้รับเพียงกำไรปกติเท่านั้น

ตลาดผูกขาด (Monopoly)

ตลาดผูกขาด (Monopoly) เป็นตลาดที่มีลักษณะตรงข้ามกับตลาดที่มีการแข่งขันเสรี

โครงสร้างตลาด

  1. มีผู้ผลิตเพียงรายเดียว(One seller)
  2. มีผู้ซื้อจำนวนมาก(many sellers) ปริมาณอุปสงค์จะขึ้นอยู่กับราคาสินค้า
  3. สินค้ามีลักษณะแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ ทำให้ไม่สามารถหาสินค้าอื่นทดแทนได้
  4. มีอุปสรรคหรือข้อกีดขวางทำให้ผู้ผลิตไม่สามารถเข้ามาแข่งได้
  5. ปัจจัยการผลิตไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้โดยเสรี
  6. ข้อมูลข่าวสารไม่สมบูรณ์

เส้นอุปสงค์และเส้นรายรับหน่วยสุดท้ายของผู้ผูกขาด

Ar mr mp.gif

  • เส้นอุปสงค์ของบริษัท (D) เป็นเส้นเดียวกับเส้นอุปสงค์ของตลาด
  • เส้นอุปสงค์เป็นเส้นลาดเอียงจาซ้ายไปขวา มีความชันเป็นลบ
  • บริษัทไม่สามารถกำหนดราคาและปริมาณการขายพร้อมกันได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • เส้น AR เป็นเส้เดียวกับเส้นอุปสงค์
  • เส้นรายรับหน่วยสุดท้าย (MR) เป็นคนละเส้นกับเส้นอุปสงค์ โดย MR มีความชันมากกว่าประมาณ 2 เท่า

ดุลยภาพในระยะสั้น

ในระยะสั้นผู้ผลิตไม่สามารถเปลี่ยนแปลงปัจจัยการผลิตบางอย่างได้ การประกอบธุรกิจอาจได้กำไรส่วนเกิน หรือได้รับเพียงกำไรปกติ หรืออาจจะขาดทุนก็ได้ เรามีข้อสมมติว่า ผู้ผลิตจะผลิตในระดับที่ได้กำไรสูงสุด หรือขาดทุนน้อยที่สุด หรือที่ MR=MC

Minimizes losses on s-r1323637578523.png

จากกราฟ

  • หน่วยธุรกิจดำเนินการผลิตที่ MR = MC (ตัดกันที่จุด e)
  • ปริมาณการผลิตคือ Q ชิ้น
  • ราคากำหนดโดยเส้นอุปสงค์ D ที่ปริมาณการผลิต Q (Qm ตัดกับเส้น D ที่จุด b) ดังนั้น ราคาจึงเท่ากับ p
  • ต้นทุน ให้ดูที่ เส้น Q ตัดกับ ATC ที่จุด a (ในกรณีนี้ บริษัทขาดทุน เพราะเส้น ATC(ต้นทุน) อยู่สูงกว่า P(ราคาขาย))
  • เมื่อขาดทุนแล้ว ให้ดูว่า P ต่ำกว่า AVC หรือไม่ (ในกรณีนี้ P สูงกว่า AVC บริษัทจะผลิตต่อแม้จะขาดทุน
  • หาก P ต่ำกว่า หมายความว่า บริษัทขาดทุนมากกว่า Fixed Cost (AFC) บริษัทจะปิดปรับปรุงกิจการ

จุดสำคัญ

  • ราคาที่นำมาพิจารณา จะเกิดขึ้นที่ Q ชิ้น (Q ตัดกับเส้น Demand)
  • บริษัทจะกำไรหรือขาดทุน ขึ้นอยู่กับ P สูงหรือต่ำกว่า ATC
  • P > ATC บริษัทได้กำไรส่วนเกิน
  • P = ATC บริษัทได้กำไรปกติ
  • P < ATC บริษัทขาดทุน
  • ATC-AVC = AFC ต้นทุนคงที่เฉลี่ย เท่ากับ ผลต่างระหว่างต้นทุนทั้งหมดเฉลี่ย กับต้นทุนผันแปรเฉลี่ย
  • ถ้า P < AVC ผลต่างของราคาขาย กับต้นทุน จะมากกว่า ต้นทุนคงที่เฉลี่ย บริษัทจะหยุดปรับปรุงกิจการ
  • ถ้า P > AVC ผลต่างของราคาขาย กับต้นทุน น้อยกว่า ต้นทุนคงที่เฉลี่ย บริษัทจะผลิตต่อ เพราะขาดทุนน้อยกว่าการหยุดผลิต

ดุลยภาพในระยะยาว

ในระยะยาว บริษัทในตลาดผูกขาดจะสร้างสิ่งกีดขวางไม่ให้ผู้ผลิตรายอื่นเข้ามาสู่อุตสาหกรรม และปรับปรุงกระบวนการภายในเพื่อลดต้นทุน ทำให้กำไรส่วนเกินไม่หายไป

การตั้งราคาลำเอียง

การตั้งราคาลำเอียง (Price Discrimination) หมายถึงการที่ผู้ขายพยายามตั้งราคาสินค้าชนิดเดียวกันในราคาที่แตกต่างกัน เพื่อให้ได้รับกำไรมากกว่าการขายสินค้าในราคาเดียวกัน การตั้งราคาลำเอียงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขต่อไปนี้

  1. ตลาดสามารถแบ่งออกเป็นส่วนๆได้ (market segmentation) ตามกลุ่มผู้บริโภคซึ่งมีความยืดหยุ่นต่อปัจจัยต่างๆ เช่น รสนิยม รายได้
  2. ตลาดเป็นส่วนๆนั้นต้องแยกจากกัน ทำให้ไม่สามารถนำสินค้าราคาต่ำไปขายในตลาดอื่นๆได้
  3. การตั้งราคาที่แตกต่างกันจะทำได้ง่ายขึ้นถ้ากิจการไม่กังวลกับการแข่งขันด้านราคาของคู่แข่งขัน

ระดับของการตั้งราคาขายต่างกัน

แบ่งออกได้เป็น 3 ระดับใหญ่ๆ คือ

  • การตั้งราคาขายแตกต่างกันระดับที่ 1 หมายถึงการตั้งราคาในระดับที่ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่าย เป็นการดึงเอาส่วนเกินของผู้บริโภคมาทำกำไรเพิ่มขึ้น
  • การตั้งราคาขายแตกต่างกันระดับที่ 2 หมายถึงการตั้งราคาตามจำนวนสินค้าที่ซื้อ โดยราคาจะต่ำลงเมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น
  • การตั้งราคาขายแตกต่างกันระดับที่ 3 หมายถึงการตั้งราคาขายโดยแบ่งผู้บริโภคออกเป็นส่วนๆตามลักณะของผู้บริโภค เช่น อายุ รายได้ อาชีพ เขตที่อยู่

ตลาดแข่งขันกึ่งผูกขาด

โครงสร้างตลาด

  1. มีผู้ซื้อขายจำนวนมากคล้ายๆตลาดแข่งขันสมบูรณ์
  2. สินค้ามีความแตกต่างกันในสายตาผู้บริโภค แต่สามารถใช้ทดแทนกันได้บ้าง
  3. การเข้าและออกจากการดำเนินการผลิต เป็นไปได้โดยเสรี
  4. การเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตเป็นไปได้ง่าย
  5. ข้อมูลขาวสารค่อนข้างสมบูรณ์

กราฟของตลาดแข่งขันกึ่งผูกขาด

กราฟของตลาดแข่งขันกึ่งผูกขาด มีลักษณะเดียวกับการแข่งขันแบบผูกขาด แต่เส้นอุปสงค์จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า ซึ่งแสดงว่า ถ้าผู้ผลิตรายใดลดราคาเพียงเล็กน้อยก็จะมียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และถ้าเพิ่มราคาก็จะมีผลทำให้ยอดขายลดลงมากเช่นกัน

ดุลยภาพในระยะสั้น

แม้ว่า สินค้าในตลาดแข่งขันกึ่งผูกขาดจะสามารถใช้ทดแทนกันได้ แต่ถ้าหน่วยการผลิตรายใดสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า จนกระทั้งไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ ก็จะสามารถยกระดับราคาขึ้นไปสูงและได้รับกำไรส่วนเกินจำนวนมาก ดังนั้นผู้ผลิตในตลาดนี้จึงพยายามหากลยุทธต่างๆเพื่อจูงใจลูกค้า เช่นการโฆษณา ส่งเสริมการขาย บริการหลังการขาย ส่วนหน่วยผลิตที่ไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าได้ก็จะได้รับเพียงกำไรปกติเท่านั้น

ดุลยภาพในระยะยาว

ผู้ผลิตในตลาดน้จะต้องเผิญกับการแข่งขัน หน่วยผลิตใหม่ๆเข้ามาสู่อุตสาหกรรมได้อย่างเสรี โดยมีกำไรส่วนเกินเป็นแรงจูงใจ แม้ว่าสินค้าในตลาดนี้จะมีความแตกต่างกันแต่ในความเป็นจริงแล้วสามารถใช้ทดแทนกันได้ เมื่ออุปทานเพิ่มขึ้นผู้ผลิตบงรายอาจขาดทุนต้องเลิกกิจการไป ทำมมห้อุปทานลดต่ำลง ในระยะยาวผู้ผลิตแต่ละรายได้ได้รับเพียงกำไรปกติเท่านั้น

ตลาดผู้ขายน้อยราย

ตลาดผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) เป็นตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์ที่อยู่ระหว่างตลาดผูกขาดและตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ตลาดผู้ขายน้อยราย มีลักษณะโครงสร้างดังนี้

โครงสร้างตลาด

  1. มีผู้ผลิตหรือผู้ขายจำนวนน้อย ผลิตสินค้าในตลาดที่มีผู้ขายจำนวนมาก จึงมีผลให้ปริมาณการขายของผู้ผลิตแต่ละรายมีสัดส่วนค่อนข้างสูง และเนื่องจากมีผู้ขายจำนวนน้อย การตัดสินใจใดๆของผู้ขายรายหนึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อผู้ขายรายอื่นๆด้วย หากหน่วยผลิตใดลดราคา ผู้ผลิตรายอื่นๆก็จะลดราคาตามเพื่อป้องกันไม่ให้เสียลูกค้า หากหน่วยผลิตใดขึ้นราคา แต่หน่วยผลิตอื่นๆ ไม่ขึ้นตาม หน่วยผลิตทีขึ้นราคาก็จะเสียลูกค้าไป
  2. สินค้าในตลาดมีลักษณะแทบจะเหมือนกัน
  3. การเข้าออกจากตลาดในทางทฤษฎีระบุว่าเป็นไปโดยเสรี แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องลงทุนสูงมาก

ลักษณะเส้นอุปสงค์ของผู้ผลิตแต่ละราย

300px-Kinked demand.JPG

  • ขณะนี้ราคาตลาดเท่ากับ P
  • ในกรณีที่ขึ้นราคา ผู้ขายรายอื่นไม่ขึ้นราคาตาม ทำให้เสียลูกค้าไปมาก เส้นเหนือจุด P จึงมีความลาดมาก
  • ในกรณีที่ลดราคา ผู้ขายรายอื่นลดราคาตามด้วย เพื่อรักษาฐานลูกค้า ทำให้ปริมาณการขาดไม่เพิ่มมากนัก เส้นต่ำกว่าจุด P จึงมีความชันมาก
  • เส้นอุปสงค์ในตลาดผู้ขายน้อยรายจึงเป็นเส้นหักงอ เรียกว่า Linked demand Curve

ดุลยภาพของผู้ผลิต

การอธิบายพฤติกรรมของผู้ผลิตในตลาดผู้ขายน้อยรายมีทฤษฎีหนุนหลังอยู่ 3 ทฤษฎีคือ

ทฤษฏีที่ 1 การตั้งราคาโดยวิเคราะห์เส้นอุปสงค์หักงอ

Oligopoly.jpg

  • ราคาในตลาดผู้ขายน้อยรายจะค่อนข้างคงที่ เพราะการเปลี่ยนแปลงราคาจะมีผลกระทบมาก
  • เนื่องจากเส้นอุปสงค์ในตลาดผู้ขายน้อยรายเป็นเส้นหักงอ ทำให้ MR ไม่ต่อเนื่อง ณ จุดที่มีการหักงอ ทั้งนี้เพราะ MR คือความชันของ TR ซึ่ง TR เท่ากับ P*Q
  • เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด ผู้ผลิตจะผลิตสินค้า ณ ปริมาณที่ MC = MR เส้น MC จึงมักจะตัดกับเส้น MR ในจุดที่มีการขาดช่วง
  • ต้นทุนจะอยู่ที่เส้น ATC ที่ปริมาณการผลิตเท่ากับ Q
  • หาก P > ATC หน่วยผลิตนี้จะได้กำไรส่วนเกิน
  • หาก P = ATC หน่วยผลิตนี้จะได้กำไรปกติเท่านั้น
  • หาก P < ATC แต่ P > AVC หน่วยผลิตนี้จะขาดทุนแต่ยังผลิตต่อไป
  • หาก P < ATC และ P < AVC หน่วยผลิตนี้จะขาดทุนและปิดกิจการ
  • ถ้าต้นทุนการผลิตเปลี่ยนแปลงไป จนทำให้เส้น MC ขยับขึ้นหรือลง แต่ยังอยู่ในช่วงที่มีปริมาณการผลิตเท่ากับQ หน่วยผลิตก็ยังขายสินค้าในราคา P ซึ่งทำให้ผลกำไรเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น
  • สรุปได้ว่า ราคาสินค้าในตลาดผู้ขายน้อยรายจะค่อนข้างคงที่

ทฤษฏีที่ 2 การตั้งราคาโดยมีข้อตกลงร่วมกัน

ในตลาดผู้ขายน้อยราย มักมีการรวมกลุ่มสร้างข้อตกลงร่วมกัน เสมือนว่าเป็นกลุ่มผู้ขายผูกขาด เพื่อกำหนดราคาขายและปริมาณการผลิต เพื่อหาประโยชน์ร่วมกันแทนที่จะแข่งขันกันเอง

  • หากทำโดยเปิดเผย เรียกว่า คาร์เทล (Cartel)
  • หากทำแบบลับๆ เรียกว่า คอลลูชั่น (Collusion)

ข้อตกลงร่วมกันสามารถทำได้ 2 รูปแบบ ดังนี้

  1. การตกลงร่วมกันโดยแบ่งส่วนตลาด (Market sharing cartel) เช่น แบ่งพื้นที่กันขาย
  2. การตกลงร่วมกันเป็นตลาดเดียว (Centralize cartel) เป็นการตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการระหว่างผู้ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ในการขายสินค้า ณ ราคาที่เท่ากัน และมีการแบ่งโควต้าระหว่างสมาชิกผู้ผลิต โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือแสวงหาผลกำไรสูงสุด

ทฤษฏีที่ 3 การตั้งราคาตามผู้นำ

ราคาสินค้าตามทฤษฎีนี้จะถูกกำหนดโดยผู้ค้ารายหนึ่งก่อน จากนั้นผู้อื่นจึงตั้งราคาตามโดยยอมรับราคาของผู้นำ ผู้ที่จะเป็นผู้นำราคาจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นมานาน มีความสามารถในการคาดคะเนสภาพการณ์ และมีประสิทธิภาพในการผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งขันรายอื่น หากผู้ค้ารายอื่นไม่ยอรับราคาอาจนำไปสู่สงครามราคา ผู้ที่มีต้นทุนสูงจะเดือดร้อน ผู้นำราคาจะกำหนดราคาที่ตนเองได้กำไรสูงสุดคือ MC=MR ส่วนผู้ผลตรายอื่นจะมีต้นทุนที่สูงกว่าแต่อาจขายในราคาที่ผู้นำกำหนด

อาจารย์ผู้บรรยาย

  • รองศาสตราจารย์คิม ไชยแสนสุข
  • รองศาสตราจารย์สุกัญญา ตันธนวัฒน์

สารบัญ

หน้าแรก เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ

เศรษฐศาสตร์มหภาค

เศรษฐศาสตร์จุลภาค

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
เครื่องมือเพิ่ม